PCC Dallas Medical แพ้ผงซักฟอก อาการสำคัญรับมืออย่างไรให้เหมาะสมที่สุด

แพ้ผงซักฟอก อาการสำคัญรับมืออย่างไรให้เหมาะสมที่สุด

อาการแพ้ผงซักฟอก จะเป็นอาการสำคัญที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนเลยก็ว่าได้ เพราะอาการแพ้ผงซักฟอกมักจะมีสาเหตุมาจากอาการแพ้สารบางชนิด ที่ประกอบอยู่ในผงซักฟอกนั่นเอง อย่างเช่น สารกันบูด น้ำหอม หรือพาราเบน เป็นต้น โดยอาการแพ้เหล่านี้มักจะแสดงอาการหลังจากต้องสัมผัสกับผงซักฟอกโดยตรงเพียงเวลาไม่นาน หรือบางคนอาจจะเกิดขึ้นหลังจากสวมใส่เสื้อผ้าที่ซักแล้วก็ได้เช่นกัน ดังนั้นเราควรมองหาวิธีการรับมือของอาการแพ้ผงซักฟอกให้ดีที่สุด เพื่อป้องกันอาการแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สัญญาณที่บอกว่าเราแพ้ผงซักฟอก

โดยปกติแล้วอาการแพ้ผงซักฟอกมักจะเกิดขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังจากที่เราสัมผัสกับผงซักฟอก น้ำยาที่ใช้ในการซักผ้า รวมทั้งเสื้อผ้าที่ผ่านการซักด้วยสารเคมีด้วยเช่นกัน หรืออาการแพ้ผงซักฟอกอาจจะเกิดได้ช้าสุดอย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังจากซักผ้าไป โดยอาการแพ้ผงซักฟอกนั้น จะมีอาการดังนี้ เกิดผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับผงซักฟอก ผิวหนังเกิดอาการระคายเคือง มีอาการคันอย่างรุนแรง ผิวหนังบวมนูน แสบร้อน เมื่อกดแล้วรู้สึกเจ็บ ผิวหนังแห้งแตก ตกสะเก็ด หรือเกิดแผลพุพอง เป็นต้น

วิธีรับมือกับอาการแพ้ผงซักฟอก

แม้ว่าการซักผ้าในปัจจุบัน จะใช้เครื่องซักผ้าเป็นหลัก แต่ในบางครั้งเราก็จำเป็นต้องสัมผัสกับผงซักฟอกโดยตรง หรือสัมผัสทางอ้อมจากเสื้อผ้าที่ซักแล้ว ดังนั้นหากใครเกิดอาการแพ้ผงซักฟอก มาดูกันเลยว่าจะมีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสในบริเวณที่เกิดอาการ: สำหรับใครที่แพ้ผงซักฟอก ผิวหนังในบริเวณนั้นจะมีความบอบบางเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณนั้น ๆ และทำความสะอาดผิดหนังด้วยน้ำเย็น และสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม
  • ประคบผิวหนัง: การประคบเย็นจะเป็นตัวช่วยบรรเทาอาการอักเสบของผิวหนังได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยลดอาการบวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ใช้ยาที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป: หากใครที่มีอาการแพ้ผงซักฟอกแบบไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก เราสามารถใช้ยาทาที่สามารถหาซื้อตามร้านขายยาทั่ว ๆ ไปได้ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นครีมหรือขี้ผึ้งสำหรับทาผิวหนัง อย่างเช่น ครีมที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรคอร์ติโซน หรือคาลาไมน์โลชั่น เป็นต้น

การดูแลตัวเองหลังเกิดอาการแพ้ผงซักฟอก โดยปกติแล้วจะขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละบุคคล หากใครที่แพ้ไม่มากเท่าไหร่ ก็สามารถดูแลตัวเองตามวิธีรับมือข้างต้นได้ แต่หากใครที่เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์จ่ายยาให้อย่างเหมาะสม และใครที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าแพ้ผงซักฟอก จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด หรือใช้ผงซักฟอกสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย เพื่อป้องกันการแพ้ให้ได้มากที่สุด

Related Post

Sleep-texting

รู้จักกับโรคละเมอแชต ที่คนรุ่นใหม่ไม่ควรมองข้าม!รู้จักกับโรคละเมอแชต ที่คนรุ่นใหม่ไม่ควรมองข้าม!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันทุกคนต่างต้องมีโทรศัพท์มือถือกันอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้มากกว่าเดิม และคนส่วนใหญ่เริ่มติดมือถือกันมากยิ่งขึ้น จึงทำให้มีโรคละเมอแชตขึ้นมา ซึ่งโรคนี้จะหมายถึงพฤติกรรมที่มีการใช้โทรศัพท์เพื่อตอบข้อความ หรือส่งข้อความไปหาผู้อื่นขณะนอนหลับ โดยโรคนี้จะถือเป็นหนึ่งในความผิดปกติที่เรียกว่าการละเมอนั่นเอง ดังนั้นผู้ที่มีอาการลักษณะนี้จะไม่รู้ตัว และจำไม่ได้ว่าเคยส่งอะไรไป เพราะฉะนั้นไปดูกันเลยว่า โรคนี้มีอาการอย่างไร และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง ทำความรู้จักกับโรคละเมอแชต ปกติแล้วอาการละเมอจะถือเป็นความผิดปกติในด้านการนอนหลับชนิดหนึ่ง แต่โรคละเมอแชตจะถือเป็นโรคใหม่ ที่เพิ่งมีมาไม่นานนี้ โดยอาการของโรคนี้จะเป็นการส่งข้อความไปหาผู้อื่นขณะที่เรายังนอนหลับอยู่ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เกิดอาการละเมอแชตมักจะเกิดขึ้นในผู้ที่มีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัวขณะนอนหลับ ผู้ที่ติดโทรศัพท์หนัก ๆ หรือผู้ที่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนแล้วต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู และถึงแม้ว่าสาเหตุของการเกิดโรคนี้อาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก และอาจจะเกิดขึ้นในช่วงกึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ก็ถือเป็นโรคที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเรานั่นเอง วิธีป้องกันโรคละเมอแชตอย่างไรให้เหมาะสม อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า อาการละเมอจะถือเป็นความผิดปกติ ยิ่งละเมอแชตด้วยแล้ว จะทำให้เห็นว่าเราติดโทรศัพท์มากเกินไป ดังนั้นไปดูกันเลยว่า

Muscle relaxant

ไม่พลาดกับข้อควรระวังในการใช้ “ยาคลายกล้ามเนื้อ”ไม่พลาดกับข้อควรระวังในการใช้ “ยาคลายกล้ามเนื้อ”

ยาคลายเส้นหรือยาคลายกล้ามเนื้อ จะเป็นหนึ่งในประเภทของยาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะในปัจจุบันเราจำเป็นต้องทำงานกันอย่างหนักหน่วง มักจะเกิดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ อีกทั้งผู้ที่เล่นกีฬาหลาย ๆ คนก็มักจะชอบยาประเภทนี้อีกด้วย ทั้งนี้แม้ว่ายาคลายเส้นจะช่วยให้เราคลายอาการปวดเมื่อยตัวได้เป็นอย่างดี แต่หากเรารับประทานมากเกินไป ก็อาจจะก่อให้เกิดความอันตรายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นวันนี้จะพาทุกคนไปดูข้อควรระวังในการใช้ยาคลายเส้น เพื่อรับประทานได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด ไขข้อสงสัย ยาคลายเส้นคืออะไร ยาคลายเส้นจะเป็นยาที่จำเป็นต้องสั่งจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น และแพทย์จะเป็นคนกำหนดปริมาณของยา และระยะเวลาในการใช้ยาที่แตกต่างกันออกตามอาการป่วยของแต่ละบุคคล และผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาตามคำแนะนำบนฉลาก หรือคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของการใช้ยาตามมาได้นั่นเอง ทั้งนี้ยาคลายเส้นในปัจจุบันจะมีให้รับประทานทั้งหมด 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่ ยาต้านอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ และยาต้านอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ ที่จะใช้ในการรักษาโรคหรืออาการที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ

RSV in Children

ไวรัสRSVเป็นโรคติดต่อในเด็กที่เกิดขึ้นได้ไวมากไวรัสRSVเป็นโรคติดต่อในเด็กที่เกิดขึ้นได้ไวมาก

ในปัจจุบันนี้เรื่องของโรคนั้นก็มีมากมายหลากหลายอย่างเลยเพราะว่าในเรื่องของโรคนั้นก็เป็นเรื่องที่เราเองก็ควรที่จะต้องให้ความสนใจกันอย่างที่สุดด้วยจึงจะยิ่งดีเพราะว่าการที่เราติดเชื้อโรคนั้นต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีอีกด้วยและที่สำคัญในเรื่องของโรคก็จะทำให้เรานั้นอาจจะเกิดความเครียดและไม่สบายตัวได้อย่างมากมายเลย ในเรื่องของโรคในตอนนี้จะเป็นในส่วนของโรคRSVซึ่งโรคนี้นั้นต้องบอกเลยว่าส่วนมากจะเกิดขึ้นได้จากวัยเด็กนั้นเองโรคนี้เป็นเชื้อไวรัสที่มาจากหวัดและหลอดลมอักเสบ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะมีอาหารหอบได้ถ้าหากเด็กมีไข้ที่สูงเกินไปนั้นก็จะส่งผลอย่างมากเลย นอกจากนี้ไวรัสRSVนั้นจะเป็นไวรัสที่มีไข้ ไอ จาม มีไข้ขึ้นและตัวร้อนด้วย อาจจะพบอาการร้องอยู่บ่อยๆ เพราะเค้าจะไม่สบายตัวด้วยนั้นเอง ซึ่งเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเราเองอย่างที่สุดเลยและหากเราได้รู้จักที่จะระมัดระวังในเรื่องของไวรัสชนิดนี้แล้วก็จะไม่ทำให้เกิดไข้มากมายด้วย เรื่องของไวรัสRSVนั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องยิ่งใส่ใจให้มากๆและเราก็ควรที่จะต้องให้ความสนใจมากๆด้วยจึงจะยิ่งดีเพราะอย่างน้อยการที่เราได้รับการรักษาจากแพทย์นั้นก็จะทำให้เด็กที่เป็นโรคนี้นั้นมีร่างกายที่ดีขึ้นแล้วก็ยิ่งมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย  ทั้งหมดนี้จัดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญกับเราเองอย่างมากมายเลยเพราะว่าในเรื่องของไวรัสRSVนั้นสามารถที่จะลงปอดได้เหมือนกัน ดังนั้นเราก็ควรที่จะต้องหมั่นที่จะดูแลตัวเองให้มากๆเลยเพราะยิ่งเราได้ดูแลตัวเองได้มากเท่าไหร่ก็จะส่งผลที่ดีและสำคัญให้กับตัวเด็กได้อีกด้วย อย่างน้อยการที่ไม่มีไข้ก็จัดว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากที่สุดที่เราเองก็จะต้องอย่ามองข้ามไปเลยด้วยนั้นเอง หลากลายอย่างในตอนนี้เราก็ควรที่จะต้องดูแลเด็กให้ทานแต่ของที่มีประโยชน์และทานของที่ยิ่งมีความสุกและสะอาดด้วยจะได้ไม่เกิดผลกระทบขึ้นอีกด้วย  หากคนที่เป็นไข้RSVนั้นในบางรายอาจจะต้องนอนให้น้ำเกลือโรงพยาบาลด้วยเพราะว่าทานข้าวไม่ได้อันนี้จึงเป็นเรื่องที่เราเองก็ควรที่จะต้องให้ความสนใจและอย่าละเลยหรือมองข้ามผ่านไปเลยก็จะยิ่งส่งผลที่ดีอย่างมากมายที่สุดด้วยอย่างน้อยเราก็ไม่ต้องเหนื่อยในภายหลังด้วยนั้นเองหากเด็กเป็นไข้ก็จะสามารถที่จะพาไปโรงพยาบาลได้ทันเวลาด้วยนั้นเอง