PCC Dallas Medical ไม่พลาดกับสัญญาณเตือนโรคไต สังเกตตัวเองเอาไว้ให้ดี

ไม่พลาดกับสัญญาณเตือนโรคไต สังเกตตัวเองเอาไว้ให้ดี

หากพูดถึงโรคไตเชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องกลัวอย่างแน่นอน เพราะจะเป็นโรคหนึ่งที่มีความอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว ทั้งนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต ดังนั้นหากใครต้องการป้องกันโรคไกลให้ไกลตัวได้มากที่สุด จะต้องป้องกันเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และหมั่นสังเกตอาการของตัวเองให้ดีที่สุด หากมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ในทันที

สัญญาณแบบไหน ที่จะเตือนได้ว่าเป็นโรคไตได้ดีที่สุด

โดยปกติแล้วการสังเกตอาการเตือนของโรคไตนั้น จะสามารถพิจารณาได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ คือ การสังเกตจากลักษณะของปัสสาวะที่ผิดปกติ และสังเกตจากอาการทางร่างกายที่ผิดปกติ โดยจะมีรายละเอียดดังนี้

1. ลักษณะของปัสสาวะที่เป็นสัญญาณเตือนโรคไต

  • ปัสสาวะเป็นฟอง: จะเป็นภาวะที่มีโปรตีนหรือไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ โดยวิธีสังเกต คือ เมื่อปัสสาวะแล้วให้ทิ้งช่วงสักระยะ หากเป็นฟองที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคไต ฟองจะไม่หายไป จะเหมือนฟองเบียร์ที่ติดคาแก้วนั่นเอง
  • ปัสสาวะน้อย: แต่จะต้องนำไปเทียบกับพฤติกรรมการปัสสาวะเดิมของเรา หากพบว่าดื่มน้ำมากขึ้นแล้วยังปัสสาวะน้อยอยู่ จะเป็นสัญญาณเตือนของไตเสื่อม หรืออาจจะมีภาวะอุดกั้นในทางเดินปัสสาวะได้
  • ปัสสาวะบ่อยเกินไป: โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน หากหลับไปแล้วแต่จะต้องลุกมาปัสสาวะหลาย ๆ ครั้ง จะถือว่าเป็นความผิดปกติ เพราะหากไตอยู่ในภาวะปกตินั้น เมื่อเราหลับไปแล้วจะไม่มีการตื่นเพื่อมาปัสสาวะกลางดึก

2. ลักษณะของความผิดปกติทางร่างกายที่เป็นสัญญาณเตือนโรคไต

  • ความดันโลหิตสูงมาก: โดยปกติแล้วผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตสูงทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่แล้วเมื่อรับประทานยาจะสามารถควบคุมความดันได้ดี แต่หากมีภาวะความดันสูงจากโรคไตเสื่อม แม้จะรับประทานยาแล้วความดันจะยังคงสูงอยู่เช่นเดียว
  • อาการบวมน้ำ: จะมีลักษณะบวมตลอดทั้งวัน จุดที่บวมมากที่สุด คือ ช่วงล่าง เพราะน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ หรือในบางกรณีอาจจะมีการบวมที่เปลือกตา เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีลักษณะยืดหยุ่นที่น้ำจะไปรวมตัวได้ง่าย
  • ปวดหลังปวดเอว: จะเป็นสัญญาณเตือนของโรคกรวยไตอักเสบ มีการอักเสบติดเชื้อ หรือมีนิ่ว 

โดยความผิดปกติเหล่านี้ทุกคนสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง เพราะโดยปกติแล้วเราจะรู้ตัวเมื่อร่างกายมีความผิดปกติ แต่หากใครที่มีความผิดปกติตามลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น อย่าเพิ่งวินิจฉัยไปเอง แต่ให้รีบเข้ามาตรวจโดยละเอียดกับแพทย์ เพื่อได้รู้ว่าเราเป็นโรคอะไร และเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

Related Post

สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพจิต

สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพจิตที่คุณอาจไม่รู้ว่ามีสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพจิตที่คุณอาจไม่รู้ว่ามี

ในยุคที่ความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาสุขภาพจิตกำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก หลายคนอาจไม่ทราบว่าระบบสาธารณสุขของไทยมีสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพจิตที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ ทั้งในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งสิทธิเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพจิตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพจิตที่มีอยู่แล้วในระบบ แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบ หรือไม่เคยใช้ประโยชน์จากสิทธิเหล่านี้อย่างเต็มที่ การปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกฟรี หลายคนไม่ทราบว่าระบบประกันสุขภาพของไทยครอบคลุมการเข้ารับบริการปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้มีสิทธิบัตรทอง (30 บาท) สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากมีการส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชนไปยังโรงพยาบาลที่มีจิตแพทย์ประจำ ค่าใช้จ่ายก็จะถูกครอบคลุมเช่นกัน สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้ฟรี และหากมีความจำเป็นต้องพบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็สามารถขอใบส่งตัวเพื่อไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นได้ ข้าราชการและครอบครัวก็มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลด้านสุขภาพจิตได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริง การรู้ถึงสิทธินี้จะช่วยให้ประชาชนกล้าที่จะเข้ารับบริการเมื่อรู้สึกว่ามีปัญหาสุขภาพจิต โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ยารักษาโรคทางจิตเวชที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยารักษาโรคทางจิตเวชหลายชนิดถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยสามารถรับยาเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือเสียในราคาที่ต่ำมาก ยาในกลุ่มต้านเศร้า

Asthma

โรคหอบมีอาการอย่างไรบ้างโรคหอบมีอาการอย่างไรบ้าง

โรคหอบหืดเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านทั่วโลก เป็นลักษณะของการอักเสบของทางเดินหายใจ ซึ่งนำไปสู่อาการต่างๆ เช่น ไอ หายใจมีเสียงหวีด และหายใจถี่ การทำความเข้าใจกับอาการของโรคหอบหืดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการตรวจหาและจัดการกับอาการนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ เราจะสำรวจสัญญาณต่างๆ ที่อาจบ่งบอกถึงโรคหอบหืด อาการไอ หนึ่งในอาการหลักของโรคหอบหืดคือการไอต่อเนื่อง อาการไอนี้มักจะแย่ลงในตอนกลางคืนหรือตอนเช้าตรู่ และอาจถูกกระตุ้นโดยการออกกำลังกายหรือการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ โปรดทราบว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นโรคหอบหืดจะมีอาการไอ แต่เป็นอาการทั่วไป หายใจมีเสียงหวีด เสียงหวีดเป็นเสียงหวีดแหลมสูงที่เกิดขึ้นระหว่างการหายใจ เกิดจากการตีบของทางเดินหายใจและเป็นอาการคลาสสิกของโรคหอบหืด อาจได้ยินเสียงหายใจดังหวีดระหว่างการหายใจเข้าและหายใจออก และอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดมักจะมีอาการหายใจถี่ ซึ่งมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง อาการนี้เกิดจากการตีบตันของทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบาก หายใจถี่อาจมาพร้อมกับความรู้สึกแน่นหน้าอก ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดหลายคนอธิบายถึงความรู้สึกแน่นหน้าอกหรือรู้สึกกดดัน ความรู้สึกไม่สบายนี้เป็นผลมาจากการตีบตันของทางเดินหายใจ และอาจทำให้รู้สึกวิตกกังวลเป็นพิเศษในระหว่างที่มีอาการหอบหืดกำเริบ

Muscle relaxant

ไม่พลาดกับข้อควรระวังในการใช้ “ยาคลายกล้ามเนื้อ”ไม่พลาดกับข้อควรระวังในการใช้ “ยาคลายกล้ามเนื้อ”

ยาคลายเส้นหรือยาคลายกล้ามเนื้อ จะเป็นหนึ่งในประเภทของยาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะในปัจจุบันเราจำเป็นต้องทำงานกันอย่างหนักหน่วง มักจะเกิดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ อีกทั้งผู้ที่เล่นกีฬาหลาย ๆ คนก็มักจะชอบยาประเภทนี้อีกด้วย ทั้งนี้แม้ว่ายาคลายเส้นจะช่วยให้เราคลายอาการปวดเมื่อยตัวได้เป็นอย่างดี แต่หากเรารับประทานมากเกินไป ก็อาจจะก่อให้เกิดความอันตรายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นวันนี้จะพาทุกคนไปดูข้อควรระวังในการใช้ยาคลายเส้น เพื่อรับประทานได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด ไขข้อสงสัย ยาคลายเส้นคืออะไร ยาคลายเส้นจะเป็นยาที่จำเป็นต้องสั่งจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น และแพทย์จะเป็นคนกำหนดปริมาณของยา และระยะเวลาในการใช้ยาที่แตกต่างกันออกตามอาการป่วยของแต่ละบุคคล และผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาตามคำแนะนำบนฉลาก หรือคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของการใช้ยาตามมาได้นั่นเอง ทั้งนี้ยาคลายเส้นในปัจจุบันจะมีให้รับประทานทั้งหมด 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่ ยาต้านอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ และยาต้านอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ ที่จะใช้ในการรักษาโรคหรืออาการที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ