PCC Dallas Medical พาราไม่ได้รักษาทุกอย่าง กินพาราให้ถูกต้องยังไง

พาราไม่ได้รักษาทุกอย่าง กินพาราให้ถูกต้องยังไง

เชื่อว่าหนึ่งในยาที่หลายคนจะต้องเคยทานกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโรค หรือเกิดอาการผิดปกติประเภทใดก็ตาม แต่จะมีชื่อของยาชนิดนี้เป็นคำตอบในใจของผู้คนอยู่เสมอ ยาที่กำลังพูดถึงนี้คือ ยาพารา หรือ ยาพาราเซตามอล ซึ่งหากทานในปริมาณมาก หรือทานผิดวิธี ยาชนิดนี้ก็ให้โทษได้ด้วยเช่นเดียวกัน 

ในบทความชิ้นนี้จึงอยากที่จะพาทุก ๆ คนมาทำความรู้จัก และเจาะลึกเกี่ยวกับยาพาราว่าที่จริงแล้ว ยาประเภทนี้มีวิธีรับประทาน และใช้รักษาอาการประเภทใดได้บ้าง ถ้าทุกคนพร้อมกันแล้วก็ไปติดตามรายละเอียดกันต่อได้เลย เพื่อให้ไม่พลาดในการเลือกใช้ยากันในอนาคต 

เกี่ยวกับ ยาพาราเซตามอล

หากจะให้นิยามความสามารถของยาพาราเซตามอลที่หลายคนเรียกติดปากว่า ยาพารา จริง ๆ แล้วยาประเภทนี้จะช่วยในการบรรเทาอาการปวด หรือไข้อ่อน ๆ ตัวอย่างเช่น มีอาการปวดศีรษะ, ปวดกล้ามเนื้อ, ปวดข้อตามร่างกาย หรือแม้แต่การปวดหัวจากอาการไข้ก็สามารถช่วยบรรเทาได้ 

การรับประทานยาพาราเซตามอล 

ใครที่เคยคุ้นกับการทานยาประเภทนี้แค่ครั้งละ 1 เม็ด หรือไม่ว่าอาการไหนก็ 2 เม็ด เพราะถือคติที่ว่าทานมาก ยาออกฤทธิ์แรงก็ยิ่งหายเร็ว อยากจะให้คุณรีบเปลี่ยนพฤติกรรม และทำความเข้าใจใหม่ เพราะการทานยาก็คือการทานสารเคมีเข้าไป หากทานเข้าไปในปริมาณมากก็มีโอกาสที่ทำให้เกิดโทษได้มากกว่าคุณ 

1.กินห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง 

2.ภายใน 1 วัน คุณไม่ควรทานยาพาราเซตามอลเกิน 8 เม็ด 

3.หากทานยาพาราเซตามอลไปแล้ว 3 วัน อาการไข้ หรืออาการปวดที่เป็นยังไม่ได้ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการ

หากใช้ยาเกินขนาดจะเกิดอะไรขึ้น 

แน่นอนว่าหากได้รับยาเกินขนาด หรือผู้ใหญ่ได้รับเกิน 8 เม็ดต่อวัน อาจจะทำให้คุณมีอาการข้างเคียงตามมาได้ ดังนี้ คลื่นไส้, อาเจียน, เหงื่อออกท่วมตัว หรือแม้กระทั่ง เบื่ออาหาร หากมีอาการหนักมากจะทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติ และทำให้มีอาการอื่น ๆ แทรกซ้อนเข้ามาได้อีก 

เรียกได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนละเลย และไม่ได้รู้ถึงคุณสมบัติของยาประเภทนี้จริง ๆ เชื่อว่าตอนนี้หลายคนน่าจะเข้าใจภาพรวม และวิธีการใช้ยาพาราเซตามอลได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนอีก ถึงแม้จะเป็นยา แต่สิ่งนี้ก็คือสารเคมีเพื่อรักษาอาการป่วย หากทานมากก็ย่อมเป็นโทษต่อร่างกายได้ด้วยเช่นเดียวกัน

Related Post

Asthma

โรคหอบมีอาการอย่างไรบ้างโรคหอบมีอาการอย่างไรบ้าง

โรคหอบหืดเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านทั่วโลก เป็นลักษณะของการอักเสบของทางเดินหายใจ ซึ่งนำไปสู่อาการต่างๆ เช่น ไอ หายใจมีเสียงหวีด และหายใจถี่ การทำความเข้าใจกับอาการของโรคหอบหืดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการตรวจหาและจัดการกับอาการนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ เราจะสำรวจสัญญาณต่างๆ ที่อาจบ่งบอกถึงโรคหอบหืด อาการไอ หนึ่งในอาการหลักของโรคหอบหืดคือการไอต่อเนื่อง อาการไอนี้มักจะแย่ลงในตอนกลางคืนหรือตอนเช้าตรู่ และอาจถูกกระตุ้นโดยการออกกำลังกายหรือการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ โปรดทราบว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นโรคหอบหืดจะมีอาการไอ แต่เป็นอาการทั่วไป หายใจมีเสียงหวีด เสียงหวีดเป็นเสียงหวีดแหลมสูงที่เกิดขึ้นระหว่างการหายใจ เกิดจากการตีบของทางเดินหายใจและเป็นอาการคลาสสิกของโรคหอบหืด อาจได้ยินเสียงหายใจดังหวีดระหว่างการหายใจเข้าและหายใจออก และอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดมักจะมีอาการหายใจถี่ ซึ่งมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง อาการนี้เกิดจากการตีบตันของทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบาก หายใจถี่อาจมาพร้อมกับความรู้สึกแน่นหน้าอก ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดหลายคนอธิบายถึงความรู้สึกแน่นหน้าอกหรือรู้สึกกดดัน ความรู้สึกไม่สบายนี้เป็นผลมาจากการตีบตันของทางเดินหายใจ และอาจทำให้รู้สึกวิตกกังวลเป็นพิเศษในระหว่างที่มีอาการหอบหืดกำเริบ

Kidney disease

ไม่พลาดกับสัญญาณเตือนโรคไต สังเกตตัวเองเอาไว้ให้ดีไม่พลาดกับสัญญาณเตือนโรคไต สังเกตตัวเองเอาไว้ให้ดี

หากพูดถึงโรคไตเชื่อว่าหลาย ๆ คนจะต้องกลัวอย่างแน่นอน เพราะจะเป็นโรคหนึ่งที่มีความอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว ทั้งนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต ดังนั้นหากใครต้องการป้องกันโรคไกลให้ไกลตัวได้มากที่สุด จะต้องป้องกันเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และหมั่นสังเกตอาการของตัวเองให้ดีที่สุด หากมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ในทันที สัญญาณแบบไหน ที่จะเตือนได้ว่าเป็นโรคไตได้ดีที่สุด โดยปกติแล้วการสังเกตอาการเตือนของโรคไตนั้น จะสามารถพิจารณาได้ทั้งหมด 2 รูปแบบ คือ การสังเกตจากลักษณะของปัสสาวะที่ผิดปกติ และสังเกตจากอาการทางร่างกายที่ผิดปกติ โดยจะมีรายละเอียดดังนี้ 1. ลักษณะของปัสสาวะที่เป็นสัญญาณเตือนโรคไต 2. ลักษณะของความผิดปกติทางร่างกายที่เป็นสัญญาณเตือนโรคไต โดยความผิดปกติเหล่านี้ทุกคนสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง เพราะโดยปกติแล้วเราจะรู้ตัวเมื่อร่างกายมีความผิดปกติ แต่หากใครที่มีความผิดปกติตามลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น อย่าเพิ่งวินิจฉัยไปเอง

การบำบัดทางจิต

การบำบัดทางจิต (Psychotherapy): ก้าวแรกสู่ความเข้าใจและเยียวยาจิตใจอย่างยั่งยืนการบำบัดทางจิต (Psychotherapy): ก้าวแรกสู่ความเข้าใจและเยียวยาจิตใจอย่างยั่งยืน

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกดดัน การดูแล สุขภาพจิต ได้กลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้การดูแลสุขภาพกาย หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “การบำบัดทางจิต” หรือ Psychotherapy แต่อาจยังไม่เข้าใจถ่องแท้ว่ากระบวนการนี้คืออะไร และเหมาะกับใครบ้าง บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับการบำบัดทางจิตอย่างลึกซึ้ง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับการก้าวข้ามผ่านความทุกข์และพัฒนาตนเอง การบำบัดทางจิต (Psychotherapy) คืออะไร? การบำบัดทางจิต (Psychotherapy) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า จิตบำบัด คือ กระบวนการทางจิตวิทยา ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูสุขภาพจิตใจและอารมณ์ ผ่านการ พูดคุยและทำงานร่วมกัน ระหว่างผู้รับบริการกับ นักจิตบำบัด (Psychotherapist) หรือ นักจิตวิทยา ที่เชี่ยวชาญ