PCC Dallas Medical เอ็นข้อมืออักเสบ ภาวะใกล้ตัวที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม

เอ็นข้อมืออักเสบ ภาวะใกล้ตัวที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม

ต้องยอมรับเลยว่าข้อมือจะถือเป็นอวัยวะในร่างกายที่ถูกใช้งานมากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยข้อมือของเราจะมีเอ็นข้อมือช่วยยึดและดึงเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีปลอกหุ้มเอ็นคลุมเอ็นข้อมือเอาไว้อีกด้วย เพื่อคอยรั้งเอ็นให้อยู่แนบกับข้อมือ ซึ่งถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้เองจะเป็นตัวช่วยกันทำงาน แต่หากเราใช้งานข้อมือซ้ำ ๆ หรือใช้ข้อมือผิดท่าเป็นเวลาติดต่อกันนาน ๆ ก็อาจจะส่งผลให้ข้อมือเกิดอาการบาดเจ็บได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหากใครที่เจ็บข้อมือบ่อย ๆ มาดูกันเลยว่าจะเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

ภาวะเอ็นข้อมืออักเสบคืออะไร มีอาการอย่างไรบ้าง

ทุกคนรู้หรือไม่ว่า เอ็นข้อมือที่อยู่บริเวณข้อมือฝั่งทางด้านนิ้วโป้ง จะเป็นเส้นที่มีหน้าที่ในการขยับเคลื่อนไหวของนิ้วโป้งและข้อมือ ส่งผลให้จุดนี้สามารถเกิดการอักเสบได้ง่ายและบ่อยที่สุด ตัวเส้นเอ็นนี้จะมีปลอกหุ้มเส้นเอ็นคลุตัวเส้นเอ็นอีกชั้นหนึ่ง ถัดลงไปจะเป็นกระดูกข้อมือ และในส่วนของอาการเจ็บส่วนใหญ่แล้ว จะเกิดจากการอักเสบรอบ ๆ บริเวณปลอกหุ้มเอ็น เพราะเมื่อเกิดการอักเสบแล้ว จะทำให้การเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นที่อยู่ภายในติดขัด เจ็บ และบวมได้นั่นเอง สำหรับอาการของภาวะเอ็นข้อมืออักเสบ ได้แก่ จะมีอาการเจ็บข้อมือขณะคลื่อนไหวในแนวส้นเอ็น และจะปวดบริเวณข้อมือด้านนิ้วโป้งที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว เป็นต้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดภาวะเอ็นข้อมืออักเสบ

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าภาวะเอ็นข้อมืออักเสบ สามารถเกิดขึ้นจากสาเหตุใดได้บ้าง จะต้องบอกก่อนเลยว่าภาวะเอ็นข้อมืออักเสบนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • ผู้ที่มีการใช้งานข้อมือซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน จนเกิดการกระตุ้นให้มีภาวะอักเสบ
  • การขยับข้อมมือผิดลักษณะ หรือการใช้อุปกรณ์ที่ต้องใช้ข้อมือแบบผิดวิธี
  • ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเรื้อรัง อย่างเช่น โรครูมาตอยด์
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ อาจจะเริ่มปวดตั้งแต่ไตรมาสสุดท้าย เนื่องจากจะเป็นช่วงที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น ร่างกายมีการสะสมของน้ำและเกลือแร่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ส่งผลให้ปลอกหุ้มเอ็นบวม และจำกัดการเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นที่อยู่ภายในปลอกหุ้มเอ็น ส่งผลให้มีอาการปวดตามมาได้นั่นเอง

โดยปกติแล้วภาวะเอ็นข้อมืออักเสบ มักจะเกิดขึ้นกับเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 8 เท่าเลยทีเดียว และส่วนใหญ่มักจะพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป ดังนั้นหากใครที่จำเป็นต้องใช้ข้อมือหนักในทุก ๆ วัน หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเส้นเอ็น ควรรีบไปพบแพทย์ในทันที เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเอ็นข้อมืออักเสบได้ง่ายที่สุด

Related Post

Muscle relaxant

ไม่พลาดกับข้อควรระวังในการใช้ “ยาคลายกล้ามเนื้อ”ไม่พลาดกับข้อควรระวังในการใช้ “ยาคลายกล้ามเนื้อ”

ยาคลายเส้นหรือยาคลายกล้ามเนื้อ จะเป็นหนึ่งในประเภทของยาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะในปัจจุบันเราจำเป็นต้องทำงานกันอย่างหนักหน่วง มักจะเกิดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ อีกทั้งผู้ที่เล่นกีฬาหลาย ๆ คนก็มักจะชอบยาประเภทนี้อีกด้วย ทั้งนี้แม้ว่ายาคลายเส้นจะช่วยให้เราคลายอาการปวดเมื่อยตัวได้เป็นอย่างดี แต่หากเรารับประทานมากเกินไป ก็อาจจะก่อให้เกิดความอันตรายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นวันนี้จะพาทุกคนไปดูข้อควรระวังในการใช้ยาคลายเส้น เพื่อรับประทานได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด ไขข้อสงสัย ยาคลายเส้นคืออะไร ยาคลายเส้นจะเป็นยาที่จำเป็นต้องสั่งจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น และแพทย์จะเป็นคนกำหนดปริมาณของยา และระยะเวลาในการใช้ยาที่แตกต่างกันออกตามอาการป่วยของแต่ละบุคคล และผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาตามคำแนะนำบนฉลาก หรือคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของการใช้ยาตามมาได้นั่นเอง ทั้งนี้ยาคลายเส้นในปัจจุบันจะมีให้รับประทานทั้งหมด 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่ ยาต้านอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ และยาต้านอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ ที่จะใช้ในการรักษาโรคหรืออาการที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ

แพ็กเกจ IVF อายุ 35 ปีขึ้นไป

วางแผนตรวจวินิจฉัยก่อนทำ IVF สำหรับผู้หญิง 35+วางแผนตรวจวินิจฉัยก่อนทำ IVF สำหรับผู้หญิง 35+

การตรวจวินิจฉัยก่อนทำ IVF ในผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปควรทำอะไรบ้าง ผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปที่วางแผนจะทำเด็กหลอดแก้วหรือ IVF จำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น เนื่องจากความสามารถในการเจริญพันธุ์จะลดลงตามอายุ อีกทั้งโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนก็มีสูง การตรวจประเมินก่อนเริ่มการรักษาจึงช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและเพิ่มโอกาสสำเร็จในการตั้งครรภ์ การประเมินภาวะการเจริญพันธุ์ที่สำคัญ ตรวจวัดระดับฮอร์โมน การตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับฮอร์โมนมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการวิเคราะห์สภาพรังไข่และสมรรถภาพของไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด ใช้เพื่อตรวจสอบจำนวนฟอลลิเคิลในรังไข่ (Antral Follicle Count) เพื่อประเมินสมรรถภาพของรังไข่ในการผลิตไข่ในรอบเดือนนั้น ๆ และตรวจดูสภาพของมดลูก เช่น ความผิดปกติของโพรงมดลูกหรือเนื้องอก การตรวจพันธุกรรมและการประเมินสุขภาพทั่วไป การตรวจพันธุกรรม เช่น

น้ำเกลือล้างแผล

เทคนิคใช้น้ำเกลือล้างแผลสด ปลอดภัย งบประหยัดเทคนิคใช้น้ำเกลือล้างแผลสด ปลอดภัย งบประหยัด

ความสำคัญของน้ำเกลือล้างแผลกับการดูแลแผลสด การใช้น้ำเกลือล้างแผลถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องดูแลแผลสด โดยเฉพาะในกลุ่มมือใหม่หรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด น้ำเกลือเป็นสารละลายที่มีความเป็นด่างอ่อนๆ และความเข้มข้นเหมาะสมในการล้างแผลโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อ จึงช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อและส่งเสริมการหายของแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำเกลือล้างแผลมักถูกแนะนำโดยแพทย์เนื่องจากปลอดภัย ใช้ได้บ่อยครั้ง และหาได้ง่าย โดยเฉพาะในรูปแบบของน้ำเกลือที่มีความเข้มข้น 0.9 เปอร์เซ็นต์ หรือที่เรียกว่าน้ำเกลือทางการแพทย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นน้ำเกลือชนิดสมดุลและปลอดภัยสำหรับการล้างแผลสด เทคนิคการใช้น้ำเกลือล้างแผลสำหรับมือใหม่ที่มีงบจำกัด การล้างแผลสดด้วยน้ำเกลือไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยทำ หรือมีงบจำกัด จำเป็นต้องรู้เทคนิคเพื่อให้การดูแลแผลมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร การเตรียมน้ำเกลือและอุปกรณ์ล้างแผล ควรเลือกน้ำเกลือชนิดพร้อมใช้ที่มีความเข้มข้นเหมาะสม หากต้องการประหยัดสามารถทำเองได้โดยใช้เกลือบริสุทธิ์ผสมกับน้ำต้มสุกในอัตราส่วนที่ถูกต้อง (9 กรัมเกลือต่อน้ำ 1 ลิตร) อย่างไรก็ตามต้องมั่นใจในความสะอาดและความถูกต้องของปริมาณเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเนื้อเยื่อแผล อุปกรณ์ที่ควรเตรียม ได้แก่ ขั้นตอนล้างแผลด้วยน้ำเกลืออย่างถูกต้อง